2026-05-29
[เคสคนไข้จริง] พีชลิฟติ้ง (Peach Lifting), วีไลน์ลิฟติ้ง (V-line Lifting)
#พีชลิฟติ้ง #vlineลิฟติ้ง #หน้าแก้ม #ร่องแก้ม #กรอบหน้า #โหนกแก้ม #โหนกแก้มด้านหน้า #แก้มด้านข้าง #Weverse #ซอซึงโจ #ชิมจองฮวาน #พีชซิลลูเอท #พีชลิฟติ้งกังนัม #ลิฟติ้งกังนัม #ดึงหน้า สวัสดีค่ะ~💎your beauty universe! วีเวิร์ส (Weverse) ศัลยกรรมตกแต่งค่ะ :)💎 วันนี้เราจะมารีวิวเคสคนไข้ที่เคยทำพีชลิฟติ้งกับทางคลินิกไปแล้ว และกลับมาทำซ้ำอีกครั้งเพราะต้องการผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องค่ะ [ก่อนทำ-
![[เคสคนไข้จริง] พีชลิฟติ้ง (Peach Lifting), วีไลน์ลิฟติ้ง (V-line Lifting)](/uploads/uberps1/223676849115/8cebfe292fee1f8f.jpg)
#พีชลิฟติ้ง #vlineลิฟติ้ง #หน้าแก้ม #ร่องแก้ม #กรอบหน้า #โหนกแก้ม #โหนกแก้มด้านหน้า #แก้มด้านข้าง #Weverse #ซอซึงโจ #ชิมจองฮวาน #พีชซิลลูเอท #พีชลิฟติ้งกังนัม #ลิฟติ้งกังนัม #ดึงหน้า
สวัสดีค่ะ~
💎your beauty universe! วีเวิร์ส (Weverse) ศัลยกรรมตกแต่งค่ะ :)💎
วันนี้เราจะมารีวิวเคสคนไข้ที่เคยทำพีชลิฟติ้ง (Peach Lifting) กับทางคลินิกไปแล้ว
และกลับมาทำซ้ำอีกครั้งเพราะต้องการผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องค่ะ

การวิเคราะห์ก่อนทำหัตถการ



ภาพก่อนทำหัตถการครั้งแรกเมื่อ 6 เดือนที่แล้วค่ะ



ภาพก่อนทำหัตถการซ้ำค่ะ
คนไข้เป็นหญิงสาววัย 20 ต้นๆ เคยร้อยไหมแบบเดียวกันกับหมอไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
และครั้งนี้ได้เข้ามาเพื่อทำหัตถการซ้ำค่ะ
อันที่จริง หากเทียบกับเคสทั่วไป ถือว่าแทบไม่มีความหย่อนคล้อยเลยค่ะ
แต่เนื่องจากโหนกแก้มด้านหน้าค่อนข้างแบนและใต้ตาดูตอบ จึงทำให้สัดส่วนใบหน้าส่วนกลาง (Midface) ดูยาวค่ะ
ส่วนกรอบหน้ามีไขมันสะสมอยู่เล็กน้อย ซึ่งคนไข้ต้องการให้กรอบหน้าดูคมชัดและเรียบเนียนขึ้นค่ะ

เมื่อเปรียบเทียบภาพก่อนทำครั้งแรกเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว กับภาพก่อนทำในวันนี้ จะเห็นว่าความแบนราบของใบหน้าส่วนกลางดูลดลง
และกรอบหน้าก็ดูเข้ารูปมากขึ้นค่ะ
แต่การเปรียบเทียบจากภาพถ่ายแบบนี้อาจเห็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
โดยปกติแล้ว ความรู้สึกของคนไข้เองมักจะรู้สึกว่าจากที่เคยยกกระชับตึงเป๊ะ
พอมันเริ่มคลายตัวลง ก็จะรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนทำค่ะ
ดังนั้น เวลาหมออธิบาย หมอจึงมักจะไม่บอกว่าผลลัพธ์จะอยู่ได้นานเกิน 6 เดือนค่ะ
ขั้นตอนการตรวจประเมินและทำหัตถการ

สำหรับบริเวณหน้าแก้ม จะใช้พีชอัพลิฟติ้ง (Peach-up Lifting)
เพื่อสร้างวอลลุ่ม พร้อมกับลดความรู้สึกเนื้อกองทับบริเวณร่องแก้ม
ส่วนกรอบหน้า จะเน้นแค่เก็บทรงให้ดูเรียบเนียนขึ้น โดยใช้ไหมจำนวนน้อยที่สุดเพียงข้างละ 2 เส้นค่ะ
เนื่องจากความหย่อนคล้อยมีไม่มาก ปริมาณเนื้อเยื่อที่สามารถดึงขึ้นได้จึงมีจำกัดค่ะ
ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บริเวณหน้าแก้มด้านใน (โหนกแก้มด้านหน้าใต้ตา)
หมอได้แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์หรือ Juvelook Volume เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม
แต่คนไข้ต้องการเพียงแค่ร้อยไหม หมอจึงอธิบายถึงข้อจำกัดนี้ให้ทราบก่อนเริ่มทำหัตถการค่ะ
เนื่องจากหัตถการนี้ค่อนข้างเจ็บ ปกติหมอจะแนะนำให้ใช้ยาชาแบบหลับ (수면마취)
ซึ่งเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว คนไข้ก็เลือกใช้ยาชาแบบหลับเช่นกัน
แต่ครั้งนี้คนไข้ต้องการเพียงแค่ยาชาเฉพาะที่ค่ะ
ในการฉีดยาชาเฉพาะที่ นอกจากจะฉีดบริเวณจุดที่เจาะใส่ไหมแล้ว
ยังต้องฉีดยาชาตามแนวเส้นทางที่ไหมจะสอดผ่านเข้าไปด้วย
ขั้นตอนการฉีดยาชาอาจจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก
แต่ในขั้นตอนการร้อยไหมจริงๆ จะสามารถทำได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนักค่ะ
ทิศทางในการร้อยไหมนั้นมีรูปแบบหลักๆ กำหนดไว้อยู่แล้ว
แต่จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามรูปหน้าและระดับความหย่อนคล้อยของคนไข้แต่ละราย
รวมถึงความไม่สมมาตรของใบหน้าซ้าย-ขวา ก็ทำให้ต้องปรับเทคนิคต่างกันเล็กน้อยค่ะ
นอกจากนี้ ความลึกในการร้อยและแรงดึงที่ใช้ก็แตกต่างกัน
จึงต้องปรับแต่งให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคลอย่างแท้จริง
ดังนั้น หมอจึงคิดว่าทักษะของแพทย์ผู้ทำหัตถการมีผลอย่างมากต่อความแตกต่างของผลลัพธ์ค่ะ
สำหรับหน้าแก้ม จะร้อยไหม Mint 2 เส้น และไหม Peach 3 เส้นต่อข้าง
โดยไหม Mint จะทำหน้าที่ยกกระชับก้อนไขมันที่มีน้ำหนักมากทั้งหมดขึ้น
ส่วนไหม Peach จะทำหน้าที่เหมือนใช้นิ้วมือสองข้างค่อยๆ โกยเนื้อบริเวณโหนกแก้มและร่องแก้มเข้าหากัน
เพื่อสร้างวอลลุ่มให้กับหน้าแก้มค่ะ
ในส่วนของแก้มด้านข้าง จะใช้ไหม Mint หรือไหม V-seal
โดยเน้นไปที่บริเวณที่มีไขมันสะสมอยู่ด้านหลังเส้นร่องน้ำหมาก (Marionette lines) เพื่อยกกระชับกรอบหน้าให้คมชัดขึ้นค่ะ
หลังจากร้อยไหมเข้าไปแล้ว จะทำการดึงเพื่อเช็คว่าแรงดึงพอดีหรือไม่
มีรอยบุ๋ม (Dimple) เกิดขึ้นหรือไม่ หากจำเป็นก็จะค่อยๆ คลายออกเล็กน้อยค่ะ
สุดท้าย จะปรับเตียงให้คนไข้อยู่ในท่านั่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีจุดไหนที่ตึงเกินไปหรือไม่ ก่อนจะเสร็จสิ้นขั้นตอนค่ะ
อาการหลังทำหัตถการ



การร้อยไหม ในช่วงที่ไหมกำลังเข้าที่ (ประมาณ 2 สัปดาห์) ไหมอาจจะคลายตัวได้ง่ายแม้โดนแรงกระตุ้นเพียงเล็กน้อย
โดยเฉพาะในเคสที่เนื้อเยื่อมีน้ำหนักมาก หรือในทางกลับกันคือผิวบางและขาดความยืดหยุ่น ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ดังนั้น หมอจึงมักจะย้ำเสมอว่าห้ามถูหรือดึงรั้งใบหน้าในช่วง 2 สัปดาห์แรกค่ะ
ถึงอย่างนั้น ในการใช้ชีวิตประจำวัน ไหมก็อาจจะมีการคลายตัวลงบ้างเล็กน้อย
(เช่น เวลานอนหลับ หรือเวลาแสดงสีหน้าอย่างเต็มที่)
เพื่อเผื่อการคลายตัวในส่วนนี้ หลังทำทันทีหมอจึงจะดึงให้รู้สึกตึงมากหน่อยค่ะ
โดยปกติจะรู้สึกเหมือนมีนิ้วกดหรือรั้งผิวเอาไว้
ซึ่งส่วนใหญ่ความรู้สึกนี้จะค่อยๆ คลายลงอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ
โดยปกติจุดที่ดึงรั้งนี้จะอยู่บริเวณเนื้อที่หย่อนคล้อยเหนือร่องแก้ม และเนื้อที่หย่อนคล้อยเหนือเส้นร่องน้ำหมากค่ะ
จากภาพหลังทำทันที จะเห็นว่าวอลลุ่มถูกโกยไปรวมกันที่หน้าแก้มได้ดี และบริเวณเหนือร่องแก้มจะดูเหมือนถูกรั้งไว้เล็กน้อย
จะสังเกตเห็นว่าบริเวณโหนกแก้มส่วนบนใกล้หางตาดูบวมเล็กน้อย
ยิ่งคนไข้ที่มีโหนกแก้มชัด หลังทำทันทีจะยิ่งรู้สึกว่าโหนกแก้มดูเด่นขึ้นค่ะ
บริเวณนี้เป็นจุดที่เกิดอาการบวมช้ำได้ง่ายที่สุดเมื่อทำการร้อยไหม แม้จะรู้สึกกังวลบ้าง
แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะอาการบวมช้ำจะค่อยๆ ยุบลงและเข้าที่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ



บริเวณกรอบหน้า เนื่องจากมีวอลลุ่มไม่มาก หากดึงแรงเกินไปอาจทำให้เกิดรอยบุ๋ม (Dimple) ได้
หมอจึงเน้นร้อยไหมในลักษณะพยุงผิวไว้เพื่อไม่ให้หย่อนคล้อยลงไปอีกค่ะ
หลังจากนั้น ในภาพถ่ายเมื่อผ่านไป 1 เดือน 10 วัน ความรู้สึกตึงรั้งเกินไปที่หน้าแก้มได้หายไปแล้ว
และเห็นผลลัพธ์การยกกระชับพร้อมวอลลุ่มหน้าแก้มที่พอดีค่ะ
สัดส่วนใบหน้าส่วนกลางดูสั้นลง และกรอบหน้าก็ดูเรียบเนียนขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูเล็กลงด้วยค่ะ
หากต้องการการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม การทำศัลยกรรมจัดเรียงไขมันใต้ตา และการฉีดฟิลเลอร์บริเวณหน้าแก้มด้านใน
เพื่อสร้างวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลางด้านใน จะช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นค่ะ
ก่อนทำ - ก่อนทำซ้ำ - วันที่ทำ - หลังทำ 1 เดือน



ในบทความนี้ เราได้รีวิวเคสคนไข้ที่กลับมาทำพีชลิฟติ้งซ้ำกันไปแล้วนะคะ
ในอนาคต เราจะนำรีวิวเคสต่างๆ มาฝากเพื่อเป็นข้อมูลที่ละเอียดมากยิ่งขึ้นให้ทุกคนได้ติดตามกันค่ะ
หากมีข้อสงสัยใดๆ สามารถคอมเมนต์ทิ้งไว้ได้เลยนะคะ แล้วเราจะเข้ามาตอบให้ค่ะ


