2026-05-29
เมื่ออายุมากขึ้นและเริ่มมีริ้วรอยแห่งวัย? แก้ไขได้ด้วยวิธีนี้! (ฟิลเลอร์, คอลลาเจนบูสเตอร์)
#ฟิลเลอร์ #คอลลาเจนบูสเตอร์ #เติมไขมัน #เติมไขมันหน้า #เติมไขมันหน้าผาก #ฟิลเลอร์ขมับ #เติมไขมันขมับ #เติมไขมันทั่วหน้า #Juvelook #Neuramis #Chaeum #Restylane #Olidia #หน้าเด็ก #ลดเลือนริ้วรอย #ดูแลผิวหน้า #หัตถการใบหน้า #แนะนำฟิลเลอร์ #คังนัม #WeversePlasticSurgery สวัสดีครับ~🌴Your beauty universe! ผมคุณหมอซอซึงโจ จาก Weverse Plastic Surgery ครับ :)🌴 เมื่ออายุมากขึ้น

#ฟิลเลอร์ #คอลลาเจนบูสเตอร์ #เติมไขมัน #เติมไขมันหน้า #เติมไขมันหน้าผาก #ฟิลเลอร์ขมับ #เติมไขมันขมับ #เติมไขมันทั่วหน้า #Juvelook #Neuramis #Chaeum #Restylane #Olidia #หน้าเด็ก #ลดเลือนริ้วรอย #ดูแลผิวหน้า #หัตถการใบหน้า #แนะนำฟิลเลอร์ #คังนัม #WeversePlasticSurgery
สวัสดีครับ~
🌴Your beauty universe! ผมคุณหมอซอซึงโจ จาก Weverse Plastic Surgery ครับ :)🌴

ที่ดูมีอายุ เป็นเพราะใบหน้าหย่อนคล้อยใช่ไหม?
หลักๆ มี 3 สาเหตุครับ

✔️ความหย่อนคล้อย ✔️ริ้วรอย ✔️ความตอบ (จุดที่ยุบตัว)
พอพูดถึงการดูมีอายุ หลายคนมักจะนึกถึงแค่การยกกระชับ (Lifting) ใช่ไหมครับ~
จริงๆ แล้วการยกกระชับถือเป็นจุดสำคัญ (Key point) ที่สุดก็ว่าได้ครับ
แต่ในฐานะศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง
ผมอยากจะพูดถึงเรื่อง "ความตอบ" หรือจุดที่ยุบตัวบนใบหน้าสักหน่อยครับ...🙆♂️

ทำไมใบหน้าที่ตอบถึงทำให้ดูมีอายุ?

ลองนำรูปตอนอายุ 20 กับ 40 มาเทียบกันดูนะครับ จะเห็นว่า
✔️ขมับตอบลง
✔️แก้มด้านข้างโหนกแก้มตอบลง
✔️เบ้าตาบนลึก
✔️ใต้ตาก็มีรอยบุ๋มลงไปเล็กน้อย
ความตอบและร่องลึกเหล่านี้ทำให้ใบหน้าดูโทรม
และส่งผลให้ดูมีอายุมากขึ้นครับ
หากดูความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเด็กกับผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น ใบหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

โครงสร้างกระดูกกะโหลกศีรษะ หรือโครงหน้า
จะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในลักษณะนี้ครับ
ลองสังเกตใบหน้าของเด็กๆ ดูสิครับ เห็นโครงกระดูกหน้าไหมครับ?
ไม่เห็นใช่ไหมครับ?

การเติมเต็มในส่วนที่ตอบหรือยุบตัวลงไป
ผมคิดว่ามีความสำคัญมากพอๆ กับการยกกระชับเลยครับ
วิธีแก้ไขปัญหาหน้าตอบคืออะไร?

วิธีแก้ไขจริงๆ แล้วก็คือ
การเติมเต็มในส่วนที่ยุบตัวลงไปครับ

ซึ่งวิธีเพิ่มวอลลุ่มให้กับบริเวณที่ตอบนั้น หลักๆ
มีอยู่ 3 วิธีครับ
① ฟิลเลอร์
② เติมไขมัน (Fat Grafting)
③ คอลลาเจนบูสเตอร์
แล้วบริเวณไหนควรฉีดฟิลเลอร์, เติมไขมัน หรือใช้คอลลาเจนบูสเตอร์ดีล่ะ?
#เคสที่ 1
คนไข้ท่านนี้มีปัญหาหน้าผากถึงขมับดูขรุขระและตอบลงเล็กน้อยครับ
จริงๆ แล้วในกรณีแบบนี้ ผมมักจะแนะนำให้เติมไขมันมากกว่าครับ
เหตุผลแรกคือ ต้องใช้ปริมาณค่อนข้างเยอะครับ
หากจะใช้ฟิลเลอร์เติมทั้งหน้าผากและขมับ อาจต้องใช้มากกว่า 10cc ขึ้นไป
เนื่องจากฟิลเลอร์มีเนื้อสัมผัสที่นิ่มมาก
หากฉีดฟิลเลอร์ปริมาณ 10cc เข้าไปที่หน้าผาก
เนื้อเยื่อจะไม่สามารถยึดเกาะได้อยู่ทรงครับ

อาจเกิดการไหลย้อย และเมื่อกดดูจะรู้สึกยวบๆ เหมือนสไลม์
บุ๋มลงไปได้ง่ายครับ
ฟิลเลอร์จึงเหมาะกับการเติมขมับหรือหน้าผากเพียงบางส่วนเท่านั้น
หากต้องการเพิ่มวอลลุ่มโดยรวมและแก้ไขความตอบในบริเวณกว้าง
การเติมไขมันจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ

ดังนั้นในกรณีของเคสตัวอย่างด้านบน
จึงเลือกใช้วิธีการเติมไขมันเพื่อแก้ไขปัญหาหน้าผากและขมับตอบโดยรวมครับ

เคสตัวอย่างอีกท่านที่เติมไขมันบริเวณหน้าผากและขมับเช่นกัน
จะเห็นความแตกต่างก่อน-หลังชัดเจนเลยว่าใบหน้าดูเด็กลงและดูละมุนขึ้นใช่ไหมครับ?

ส่วนท่านนี้เป็นเคสที่แก้ไขหน้าผากและขมับด้วยฟิลเลอร์ครับ
อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้นว่า หากต้องการเติมเต็มหน้าผากและขมับที่ตอบโดยรวม
ผมจะแนะนำให้เติมไขมันมากกว่า
แต่สำหรับคนไข้ท่านนี้ บริเวณหน้าผากด้านบนมีความนูนสวยอยู่แล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มวอลลุ่มในปริมาณมากครับ
เพียงแค่เติมเต็มเล็กน้อยก็เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
จึงใช้ฟิลเลอร์เติมเข้าไปเพียงเล็กน้อยครับ

วอลลุ่มที่เพิ่มขึ้นช่วยให้หน้าผากที่ดูแคบดูกว้างและสมส่วนขึ้น
ทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
ดังนั้นในกรณีแบบนี้
ผมคิดว่าการใช้ฟิลเลอร์ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมได้เช่นกันครับ

สำหรับเคสนี้ คนไข้ไม่ต้องการให้หน้าผากนูนออกมาด้านหน้ามากเกินไป
และเนื่องจากบริเวณขมับและโหนกแก้ม
ทำให้รูปหน้าโดยรวมดูเว้าเข้าไปคล้ายรูปทรงนาฬิกาทรายครับ
ส่งผลให้ใบหน้าดูยาวและดูอิดโรย

นี่คือภาพหลังจากแก้ไขด้วยฟิลเลอร์ขมับครับ
ดูละมุนขึ้นกว่าก่อนทำเยอะเลยใช่ไหมครับ
ใบหน้าก็ดูเด็กลงด้วยครับ

เมื่ออายุมากขึ้น
มักจะพบปัญหาแก้มตอบด้านข้างได้บ่อยขึ้นครับ
บางท่านอาจมีแก้มตอบเพราะโหนกแก้มใหญ่
ในกรณีนั้น การลดโหนกแก้มควบคู่ไปกับการเติมแก้มตอบจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าครับ
แต่หากไม่ได้เป็นเช่นนั้น การเติมเต็มบริเวณขมับเพิ่มอีกนิด
ก็สามารถช่วยให้ใบหน้าดูละมุนขึ้นได้อย่างมากครับ

เคสนี้เป็นการเติมแก้มตอบด้วยคอลลาเจนบูสเตอร์ครับ
จริงๆ แล้วสำหรับการเติมแก้มตอบ ผมค่อนข้างจะชอบใช้คอลลาเจนบูสเตอร์มากกว่าครับ

เหตุผลก็คือ เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปแล้ว ฟิลเลอร์มักจะไม่ค่อยดันตัวขึ้นมาครับ
เปรียบเทียบง่ายๆ คือ ฐานด้านล่างต้องแน่นพอ
ถึงจะสามารถดันเนื้อเยื่อขึ้นมาได้

แต่บริเวณนี้ฐานไม่แน่นพอที่จะรองรับ
ทำให้ถึงแม้จะอยากดันให้ฟูขึ้น ก็ไม่ค่อยขึ้นตามที่ต้องการครับ
ด้วยเหตุนี้ หากฉีดฟิลเลอร์
ช่วงแรกอาจจะดูดี แต่สักพักก็อาจจะยุบกลับไปอีก
ทำให้ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจไม่เป็นที่น่าพอใจนักครับ

แต่สำหรับคอลลาเจนบูสเตอร์
จะเข้าไปกระตุ้นให้เนื้อเยื่อสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง
เมื่อเวลาผ่านไป คอลลาเจนจะค่อยๆ สร้างตัวเพิ่มขึ้นทีละนิด
และช่วยสร้างวอลลุ่มให้กับใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ผมจึงชอบวิธีนี้มากกว่าครับ
แล้วการเติมไขมันล่ะ เป็นอย่างไร?
บางครั้งหากผิวหนังตึงเกินไป
อาจทำให้ไขมันติดยาก (อัตราการรอดของไขมันต่ำ) ครับ
จริงๆ แล้วบริเวณที่ไขมันติดยากที่สุดก็คือแก้มตอบด้านข้างนี่แหละครับ
เพราะเนื้อเยื่อมีความตึงมาก เมื่อฉีดไขมันเข้าไป
ไขมันมักจะไม่ติดและยุบตัวลงไปอีก...

ในกรณีแบบนี้ ผมจึงมักจะแนะนำให้ใช้คอลลาเจนบูสเตอร์ครับ


เคสนี้มีปัญหาแก้มตอบ
จึงแก้ไขด้วยการเติมฟิลเลอร์เล็กน้อยครับ
แม้จะเติมเข้าไปเพียงนิดเดียว
แต่วอลลุ่มที่ได้ก็ช่วยให้ใบหน้าดูละมุนขึ้นกว่าเดิมมากครับ
สรุปก็คือ หากต้องใช้ปริมาณมากในบริเวณเดียว
ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ฟิลเลอร์
แต่หากใช้เพียงปริมาณเล็กน้อย ฟิลเลอร์ถือว่าคุ้มค่าที่สุดครับ
เพราะราคาไม่แพง และหากไม่พอใจก็สามารถฉีดสลายออกได้ครับ

ในแต่ละบริเวณ บางจุดอาจเหมาะกับคอลลาเจนบูสเตอร์มากกว่า
และบางจุดอาจเหมาะกับฟิลเลอร์มากกว่าครับ
ชนิดของฟิลเลอร์และคอลลาเจนบูสเตอร์มีอะไรบ้าง?

สำหรับฟิลเลอร์แบรนด์ต่างประเทศ
ได้แก่ Juvederm และ Restylane ครับ

ส่วนฟิลเลอร์แบรนด์เกาหลี ได้แก่ Chaeum และ Neuramis ครับ

✅Juvederm
✅Restylane
✅Chaeum
✅Neuramis
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เมื่อเวลาผ่านไป
จะสามารถสลายตัวไปได้เองตามธรรมชาติ 100% ครับ
ส่วนคอลลาเจนบูสเตอร์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ครับ

✅Juvelook
✅Olidia
เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม PLLA ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
แต่ปริมาณการสร้างคอลลาเจนอาจจะน้อยกว่าเล็กน้อย
จึงเป็นกลุ่มที่ต้องทำการรักษาหลายครั้งครับ

✅Ellanse
✅Lafullen
เป็นคอลลาเจนบูสเตอร์เช่นเดียวกัน
แต่มีปริมาณการสร้างคอลลาเจนที่สูงมาก จนมักถูกเรียกว่าเป็นฟิลเลอร์กึ่งถาวร
สารที่ฉีดเข้าไปจะสลายตัวไปในเวลาประมาณ 2-3 ปี
แต่คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาจะยังคงอยู่ต่อไปครับ
จึงถือเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ที่ให้ปริมาณคอลลาเจนที่เยอะกว่ามากครับ
แต่ก็มีข้อเสียเช่นกันครับ
แม้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่เทคนิคการฉีดจะมีความซับซ้อนกว่าฟิลเลอร์
และหากเกิดผลข้างเคียง อาจทำให้เกิดก้อนเนื้อหรือก้อนไต (Nodules/Granulomas) ซึ่งเป็นปัญหาได้ครับ
นอกจากนี้ยังแก้ไขหรือเอาออกได้ยาก
ทำให้หลายคนรู้สึกกังวลและหลีกเลี่ยงที่จะทำครับ
ดังนั้น ผมจึงคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งด้านที่ศัลยแพทย์ตกแต่งสามารถทำได้ดีกว่าการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป
เพราะมีความเข้าใจในโครงสร้างอย่างลึกซึ้งครับ :)
💖หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม?
